← กลับหน้าแรก

เจาะลึก 10 เรื่องจริงชวนทึ่งของไอศกรีม ของหวานเย็นฉ่ำที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน

อัปเดต 24/7/2569

0 ครั้ง

เจาะลึก 10 เรื่องจริงชวนทึ่งของไอศกรีม ของหวานเย็นฉ่ำที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน

ตั้งแต่จักรพรรดิโบราณไปจนถึงของอร่อยในอวกาศ ไอศกรีมไม่ได้เป็นแค่ของหวานคลายร้อนธรรมดาค่ะ แต่มีประวัติศาสตร์และเกร็ดวิทยาศาสตร์ที่น่าทึ่งซ่อนอยู่เต็มไปหมด วันนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จัก 10 เรื่องน่ารู้ของไอศกรีม ที่จะทำให้คุณมองถ้วยโปรดในมือเปลี่ยนไปเลยนะคะ

1. ต้นกำเนิดจากจักรพรรดิโรมัน

ตำนานความอร่อยเย็นฉ่ำเชื่อมโยงกับจักรพรรดิเนโร คลอเดียส ซีซาร์ ผู้ชื่นชอบของหวานเย็นในงานเลี้ยงหรูหรา โดยมีตำนานเล่าว่าเขาสั่งให้ทาสวิ่งไปเก็บหิมะบนยอดเขาแอเพนไพนส์ แล้วนำมาเก็บไว้ในห้องใต้ดิน ก่อนจะราดด้วยน้ำผึ้ง ผลไม้ และไวน์ ซึ่งมักถูกเล่าว่าเป็นต้นแบบของของหวานแช่เย็นในยุคโบราณ แม้ว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์จะบันทึกแค่ว่าพระองค์โปรดการดื่มน้ำแช่เย็นด้วยหิมะมากกว่า แต่เรื่องเล่าขานนี้ก็กลายเป็นตำนานโรแมนติกที่เล่าต่อกันมาจนถึงปัจจุบันค่ะ

2. ของโปรดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ไอศกรีมเคยเป็นของหวานระดับไฮโซในหมู่ชนชั้นนำอเมริกัน และถูกบันทึกไว้ว่าเป็นของโปรดของบรรดาผู้สร้างชาติอย่าง จอร์จ วอชิงตัน และทอมัส เจฟเฟอร์สัน โดยหลักฐานจากเมาท์เวอร์นอนระบุว่า วอชิงตันเคยจัดซื้ออุปกรณ์ทำไอศกรีมชิ้นแรกในปี ค.ศ. 1784 รวมถึงหม้อต้มและพิมพ์น้ำแข็ง ส่วนทอมัส เจฟเฟอร์สัน ก็ชื่นชอบวัฒนธรรมอาหารฝรั่งเศสจนมีสมุดบันทึกสูตรไอศกรีมวานิลลาที่เขียนด้วยลายมือตัวเอง ซึ่งใช้ส่วนผสมทั้งครีม ไข่แดง น้ำตาล และวานิลลา ก่อนจะนำไปปั่นในเครื่องโซร์เบเทียร์เพื่อเสิร์ฟในงานเลี้ยงรับรองชนชั้นสูงค่ะ

3. ไอศกรีมโคนถือกำเนิดโดยบังเอิญ

ไอศกรีมโคนยอดฮิตมีตำนานเล่าขานว่าเกิดขึ้นในงานเวิลด์แฟร์ที่เซนต์หลุยส์ในปี ค.ศ. 1904 เมื่อพ่อค้าไอศกรีมนำแผ่นเวเฟอร์มาม้วนเป็นกรวยเพื่อใส่ไอศกรีมเสิร์ฟแทนถ้วยที่หมดลง แต่นักประวัติศาสตร์พบว่าภาชนะทรงกรวยกินได้นั้นมีมาก่อนหน้านั้นแล้วค่ะ เพราะอิตาโล มาร์ชิโอนี ได้ยื่นจดสิทธิบัตรอุปกรณ์ทำโคนในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1903 ส่วนในอังกฤษ แอกเนส บี. มาร์แชลล์ ก็เคยตีพิมพ์ตำราอาหารที่ใช้ภาชนะทรงกรวยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1885 งานเวิลด์แฟร์จึงเป็นแค่หมุดหมายที่ทำให้โคนโด่งดังไปทั่วโลกนะคะ

4. ไอศกรีมลอยฟ้าในภารกิจอวกาศ

ไอศกรีมกับภารกิจอวกาศมีความจริงที่น่าสนใจค่ะ แนวคิดไอศกรีมฟรีซดรายถูกพัฒนาขึ้นในช่วงโครงการอะพอลโลของนาซ่าเพื่อให้นักบินอวกาศได้กินของหวาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว หลักฐานทางประวัติศาสตร์และคำบอกเล่าของนักบินระบุว่า ไอศกรีมฟรีซดรายไม่เคยถูกนำขึ้นไปกินบนอวกาศจริงเลยค่ะ สาเหตุเพราะเศษขนมที่ร่วนซุยอาจลอยไปติดเครื่องมือหรือเข้าตาและปอดของนักบินได้ รวมถึงเนื้อสัมผัสก็ไม่ค่อยถูกใจนักบิน ของที่ขายตามพิพิธภัณฑ์จึงเป็นเพียงของที่ระลึก ส่วนบนสถานีอวกาศจริง ๆ นั้น หากมีเที่ยวบินส่งเสบียงที่มีช่องแช่แข็งพร้อม นักบินจึงจะมีโอกาสได้กินไอศกรีมจริง ๆ เป็นครั้งคราวเท่านั้นค่ะ

5. ความลับเรื่องแคลอรี่และอุณหภูมิ

มาดูความลับเรื่องแคลอรี่และอุณหภูมิของไอศกรีมกันบ้าง ไอศกรีมเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงเพราะอุดมไปด้วยไขมันนมและน้ำตาล ซึ่งช่วยสร้างเนื้อสัมผัสเนียนนุ่ม แต่ความเย็นจัดของไอศกรีมยังส่งผลต่อการรับรสด้วยนะคะ งานวิจัยพบว่าโปรตีน TRPM5 ที่ทำหน้าที่รับรสหวานมีความไวต่ออุณหภูมิ เมื่อไอศกรีมเย็นจัด การรับรู้รสหวานจะลดลง ผู้ผลิตจึงต้องปรับสูตรให้มีความหวานพอดิบพอดี เพื่อให้เวลาที่ไอศกรีมละลายในปาก เราจะได้รสชาติที่กลมกล่อมและเด่นชัดขึ้นค่ะ

6. อาการปวดหัวกินไอศกรีมมีชื่อเรียก

อาการปวดหัวจี๊ดตอนกินไอศกรีมเร็วเกินไปมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า สฟีโนพาลาทีน แกงกลีโอเนียลเจีย หรืออาการปวดหัวจากความเย็น อาการนี้เกิดขึ้นเมื่ออาหารเย็นจัดสัมผัสโดนเพดานปากหรือลำคอส่วนหลังอย่างรวดเร็ว จนไปกระตุ้นเส้นประสาทไตรเจมินัล สมองเลยตีความสัญญาณผิดและส่งความปวดแปลบไปที่หน้าผากหรือขมับ โดยอาการมักจะพีคขึ้นภายในสามสิบถึงหกสิบวินาทีแล้วหายไปเอง และจากการศึกษาพบว่าคนที่มีอาการไมเกรนจะมีโอกาสปวดหัวแบบนี้ได้ง่ายกว่าคนทั่วไปด้วยค่ะ

7. รสชาติแปลกประหลาดแต่มีอยู่จริง

ไอศกรีมรสแปลกประหลาดที่สร้างมาเพื่อท้าทายความคาดหมายมีอยู่จริงทั่วโลกค่ะ ร้านไอศกรีมแนวอาร์ติซานได้คิดค้นรสชาติหลุดโลก เช่น ไอศกรีมชาร์โคลสีดำสนิทจากญี่ปุ่นที่ให้กลิ่นอายควันจาง ๆ หรือไอศกรีมกระเทียมจากแคลิฟอร์เนียที่นำกระเทียมไปอบจนหวานมันกลมกล่อม นอกจากนี้ยังมีไอศกรีมรสเนื้อสัตว์และอาหารทะเลอย่างไอศกรีมล็อบสเตอร์ในรัฐเมนที่ผสมเนื้อล็อบสเตอร์จริง ๆ ลงในฐานวานิลลาเนย หรือแม้แต่ไอศกรีมไขกระดูกและชีสบลูชีสในพอร์ตแลนด์ที่ผสมผสานไขมันและรสอูมามิเข้าด้วยกันอย่างลงตัวค่ะ

8. วิทยาศาสตร์เบื้องหลังความเนียนนุ่ม

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังความเนียนนุ่มของไอศกรีมถูกควบคุมด้วยฟิสิกส์อาหาร โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่ขนาดผลึกน้ำแข็งและฟองอากาศ ผลึกน้ำแข็งที่ดีต้องมีขนาดเล็กจิ๋วประมาณสิบถึงยี่สิบไมโครเมตรเพื่อให้เนื้อสัมผัสเนียนนุ่ม ถ้าใหญ่เกินห้าสิบไมโครเมตรจะกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งหยาบกระด้าง กระบวนการผลิตจึงต้องใช้เครื่องปั่นแบบขูดผิวถังเพื่อสร้างผลึกจิ๋ว พร้อมกับอัดอากาศหรือที่เรียกว่าโอเวอร์รันเข้าไปผสม ทำให้โครงสร้างเบาฟู ไม่แน่นทึบ ก่อนจะนำไปแช่แข็งขั้นสุดท้ายที่ลบสิบแปดองศาเซลเซียสเพื่อรักษารสสัมผัสให้นุ่มละมุนลิ้นนะคะ

9. ไอศกรีมแพงที่สุดในโลก

มาถึงไอศกรีมที่แพงที่สุดในโลก โดยกินเนสส์เวิลด์เรคคอร์ดได้บันทึกไว้เมื่อเดือนมีนาคมปี ค.ศ. 2023 มอบตำแหน่งนี้ให้กับแบรนด์เซลลาโตจากญี่ปุ่น กับเมนูเบียกุยะ หรือไวท์ไนท์ ในราคาถ้วยละแปดแสนแปดหมื่นเยน หรือกว่าสองแสนสองหมื่นบาทต่อร้อยสามสิบมิลลิลิตร ความแพงระดับพรีเมียมนี้มาจากวัตถุดิบหายากอย่างทรัฟเฟิลขาวจากอิตาลี ผสมผสานกับชีสพาร์มาจีโน-เรจจาโนและกากสาเก ตกแต่งด้วยแผ่นทองคำเปลว น้ำมันทรัฟเฟิล และเสิร์ฟพร้อมช้อนงานฝีมือเกียวโต ซึ่งใช้เวลาพัฒนากว่าปีครึ่งเลยทีเดียวค่ะ

10. อุตสาหกรรมพันล้านที่เยียวยาจิตใจ

ทำไมเราถึงมักคว้าไอศกรีมมากินยามอกหักหรือเครียดจัด งานวิจัยด้านประสาทวิทยาและจิตวิทยาอธิบายว่า การกินของหวานรสเลิศ จัดเป็นพฤติกรรมการเสพสุขเพื่อเยียวยาอารมณ์ สมองส่วนออร์บิโตฟรอนทัลคอร์เทกซ์จะถูกกระตุ้นให้หลั่งสารความสุขเมื่อได้กินวานิลลาไอศกรีม เทียบเท่ากับการได้รับเงินรางวัลหรือฟังเพลงโปรด นอกจากนี้ ส่วนผสมของไขมันและน้ำตาลยังเสริมสร้างระบบให้รางวัลของสมองอย่างทรงพลัง ประกอบกับความทรงจำวัยเด็กและกลิ่นอายความคุ้นเคย ทำให้ไอศกรีมกลายเป็นคอมฟอตฟู้ดสุดคลาสสิกที่ครองใจคนทั่วโลกค่ะ

เรียกได้ว่าไอศกรีมถ้วยโปรดในมือเรา มีทั้งประวัติศาสตร์และเกร็ดลับชวนทึ่งซ่อนอยู่เยอะมากเลยนะคะ หวังว่าจะเพลิดเพลินกับเรื่องราวรอบตัวที่เราเอามาฝากกันในวันนี้ ขอบคุณที่อยู่ติดตามอ่านด้วยกันจนจบบทความนะคะ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า สวัสดีค่ะ