เงือกประหลาดสามขาจากท้องทะเล: ตำนานปี 1846 และพลังใจในยุคโควิด
อัปเดต 30/7/2569
0 ครั้ง

เรื่องราวความเชื่อแปลกประหลาดมักถือกำเนิดขึ้นในยามที่ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวและไร้หนทางต่อสู้กับภัยธรรมชาติหรือโรคร้าย ในหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น ท่ามกลางยุคสมัยที่สังคมยังปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก ความหวังของผู้คนมักถูกผูกโยงเข้ากับเรื่องเล่าเหนือธรรมชาติที่ลอยมากับสายลมหรือคลื่นทะเล ทะเลลึกไม่ได้เป็นเพียงแหล่งหาอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตเท่านั้น แต่ยังเป็นดินแดนลึกลับที่ซ่อนเร้นสิ่งมีชีวิตรูปร่างประหลาด ซึ่งพร้อมจะโผล่ขึ้นมาบอกเล่าอนาคตให้มนุษย์ได้เตรียมตัวรับมือ การเดินทางข้ามกาลเวลาจากความเชื่อโบราณสู่โลกยุคใหม่จึงเต็มไปด้วยเรื่องราวที่สะท้อนจิตใจของผู้คนได้อย่างลึกซึ้งค่ะ
ย้อนกลับไปในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมของปี ค.ศ. 1846 ตรงกับยุคที่เรียกว่าเอโดะ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สังคมญี่ปุ่นอยู่ภายใต้การปกครองของโชบุนและมีการปิดประเทศบางส่วน ชายฝั่งของจังหวัดคุมาโมโตะในปัจจุบันเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นเมื่อมีแสงเรืองรองส่องสว่างขึ้นมาจากผิวน้ำแทบทุกคืน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจึงต้องออกไปตรวจสอบความผิดปกติริมชายหาดด้วยความระแวงสงสัย และสิ่งที่พวกเขาพบกลับไม่ใช่เรือหาปลาหรือปรากฏการณ์ธรรมชาติทั่วไป แต่เป็นสิ่งมีชีวิตรูปร่างประหลาดที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาทักทายมนุษย์ด้วยท่าทีสงب
สิ่งมีชีวิตตัวนั้นอ้างว่าตนเองมีชื่อว่า Amabie และอาศัยอยู่ลึกลงไปในก้นบึ้งของมหาสมุทร รูปร่างหน้าตาของมันสร้างความประหลาดใจให้กับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมากเพราะมันมีผมยาวสลวยคล้ายมนุษย์ มีปากยื่นออกมาเหมือนกับจะงอยปากของนก มีเกล็ดแข็งปกคลุมร่างกายตั้งแต่ช่วงคอลงมา และยังมีลักษณะของขาสามขาที่แปลกประหลาดต่างจากสิ่งมีชีวิตทั่วไป มันไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นมาเพื่อทำร้ายใคร แต่มาพร้อมกับคำทำนายอนาคตและวิธีรับมือกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า

คำพยากรณ์ที่สิ่งมีชีวิตลึกลับตัวนี้มอบให้คือคำทำนายเรื่องความอุดมสมบูรณ์ โดยมันบอกว่าพื้นที่แถบนั้นจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรได้ดีต่อเนื่องยาวนานไปอีกถึงหกปีเต็ม แต่ในขณะเดียวกันมันก็มาพร้อมกับคำเตือนเรื่องโรคระบาดร้ายแรงที่จะแพร่กระจายไปทั่วผู้คน หากถึงคราวที่โรคภัยไข้เจ็บมาเยือนและผู้คนเริ่มล้มตาย สิ่งที่ทุกคนต้องทำเพื่อเอาตัวรอดก็คือการวาดภาพรูปร่างหน้าตาของมันขึ้นมา แล้วนำภาพนั้นไปแสดงให้ผู้ที่กำลังเจ็บป่วยได้ดู เพื่อใช้เป็นเครื่องรางปัดเป่าโรคภัยและป้องกันอันตรายที่จะเข้ามาในชีวิต
เรื่องราวการพบเจอสัตว์ประหลาดตัวนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องเล่าปากต่อปากในหมู่ชาวประมงเท่านั้น แต่มันถูกบันทึกและเผยแพร่ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์โบราณที่เรียกว่า Kawaraban ซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือนหนังสือพิมพ์และแผ่นพับข่าวสารในสมัยนั้น แผ่นพิมพ์ไม้แกะสลักนี้ทำหน้าที่กระจายข่าวสารเรื่องราวเหนือธรรมชาติให้ผู้คนในเมืองได้รับรู้และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าสัตว์ประหลาดเพื่อความสบายใจของคนในสังคม
กาลเวลาผ่านพ้นไปนับร้อยปี แผ่นพิมพ์ไม้แผ่นนั้นหลงเหลือร่องรอยประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน และถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีเยี่ยมในฐานะเอกสารหายากที่หอสมุดมหาวิทยาลัยเกียวโต หลักฐานชิ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่กระดาษเก่าๆ ที่บอกเล่าเรื่องราวในอดีต แต่มันทำหน้าที่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญชิ้นเดียวที่ยืนยันการมีอยู่ของตำนาน Amabie ในฐานะหนึ่งในกลุ่มสิ่งมีชีวิตผู้พยากรณ์ที่มีชื่อว่า Yōgenjū ซึ่งเป็นความเชื่อโบราณที่สะท้อนว่ามนุษย์มักหาที่พึ่งทางใจผ่านสัตว์แปลกประหลาดในยามที่บ้านเมืองเผชิญกับวิกฤต

ใครจะคาดคิดว่าเวลาจะหมุนวนกลับมาบรรจบกับความเชื่อเดิมอีกครั้ง เมื่อโลกต้องเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของไวรัสโควิด-19 ในปี 2020 ความกลัวและความไร้หนทางกลับทำให้ผู้คนหันไปมองหาที่พึ่งทางใจแบบเดียวกับบรรพบุรุษในอดีต ตำนานของสัตว์ทะเลสามขาตัวนี้จึงถูกขุดคุ้ยขึ้นมาพูดถึงอีกครั้งบนโลกออนไลน์ และกลายเป็นกระแสไวรัลที่ผู้คนในสังคมยุคใหม่ต่างให้ความสนใจอย่างรวดเร็ว
ผู้คนจำนวนมากเริ่มลงมือวาดภาพสิ่งมีชีวิตตัวนี้ตามจินตนาการและบันทึกของบรรพบุรุษ แล้วนำมาโพสต์ลงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียพร้อมกับติดแฮชแท็กเพื่อส่งต่อความหวังและกำลังใจให้แก่กันและกัน กระแสการวาดรูปและแชร์ภาพนี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ของปีนั้น สะท้อนให้เห็นว่าแม้กาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่มนุษย์ก็ยังคงต้องการเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจในยามที่โลกต้องเผชิญกับโรคร้ายที่มองไม่เห็นตัว

พลังของกระแสโซเชียลในครั้งนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องสนุกชั่วครั้งชั่วคราว แต่มันขยายวงกว้างออกไปจนกลายเป็นวาระระดับประเทศ ความโด่งดังของเจ้าสัตว์ทะเลตัวนี้พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งในช่วงต้นเดือนเมษายนของปี 2020 กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น ตัดสินใจนำภาพของ Amabie มาใช้เป็นโลโก้อย่างเป็นทางการในแคมเปญรณรงค์เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
การนำเอาสัตว์ในตำนานมาเป็นสัญลักษณ์ทางการย้ำเตือนให้ประชาชนระมัดระวังตัว ถือเป็นกุศโลบายที่ช่วยเชื่อมโยงวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับมาตรการสาธารณสุขสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว มันช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจเรื่องการป้องกันโรค และช่วยลดความตึงเครียดในสังคมที่กำลังหวาดกลัวกับสถานการณ์รอบตัวได้เป็นอย่างดี

จากสิ่งมีชีวิตเรืองแสงที่เคยโผล่ขึ้นมาจากท้องทะเลเพื่อเตือนภัยชาวบ้านในยุคเอโดะ ผ่านกาลเวลากว่าร้อยปีจนกลายเป็นภาพพิมพ์ไม้โบราณที่ถูกเก็บรักษาไว้ในห้องสมุด วันนี้ Amabie ได้ก้าวข้ามผ่านหน้าประวัติศาสตร์มาทำหน้าที่เป็นตัวแทนแห่งความหวังและการเยียวยาในยุคสมัยใหม่ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเรื่องเล่าพื้นบ้านไม่ใช่เพียงแค่เรื่องงมงายไร้สาระ แต่มันคือภูมิคุ้มกันทางจิตใจที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อโอบอุ้มกันและกันให้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดไปได้เสมอค่ะ
