เจาะลึกตำนานโดนัท: จากเค้กน้ำมันดัตช์สู่จักรวรรดิแป้งทอดพันล้านชิ้น
อัปเดต 30/7/2569
1 ครั้ง

เวลาที่เราเดินเข้าไปในร้านเบเกอรี่แล้วกลิ่นหอมของแป้งทอดลอยมาเตะจมูก หลายคนคงอดใจไม่ไหวที่จะหยิบโดนัทเคลือบน้ำตาลสักชิ้นมาทานคู่กับกาแฟยามเช้า ขนมทรงกลมชิ้นนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคที่มีร้านดังเปิดให้บริการตามห้างสรรพสินค้า แต่เรื่องราวของมันย้อนกลับไปไกลถึงศตวรรษที่ 17 เลยนะคะ เรื่องราวจุดเริ่มต้นของโดนัทมีความน่าสนใจมาก เพราะมันเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลและผ่านยุคสมัยมาพร้อมกับผู้คน จนกลายมาเป็นของว่างชิ้นโปรดที่คนทั่วโลกหลงรักในปัจจุบัน การทำความเข้าใจรากเหง้าของมันช่วยให้เรามองเห็นว่าอาหารธรรมดาชิ้นหนึ่งสามารถสะท้อนวิถีชีวิตและการปรับตัวของมนุษย์ในแต่ละยุคสมัยได้อย่างไร
การเดินทางของโดนัทเริ่มต้นจากกลุ่มชาวดัตช์ที่ตัดสินใจอพยพไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในดินแดนที่เรียกว่านิวเนเธอร์แลนด์ ซึ่งในปัจจุบันก็คือมหานครนิวยอร์ก พวกเขาได้นำสูตรขนมดั้งเดิมติดตัวข้ามทวีปมาด้วย ขนมชนิดนี้มีชื่อเรียกในภาษาดัตช์ว่าโอลิคุก หรือที่แปลตรงตัวได้ว่าเป็นเค้กน้ำมัน ลักษณะของมันคือแป้งโดที่ปั้นเป็นก้อนกลม นำไปทอดในน้ำมันร้อนๆ อัดแน่นไปด้วยส่วนผสมทั้งไข่ เนย เครื่องเทศ และผลไม้แห้ง ขนมชนิดนี้มีความอร่อยถูกปากแต่ก็มีจุดอ่อนสำคัญอย่างหนึ่งในขั้นตอนการทำที่สร้างความหงุดหงิดใจให้กับแม่บ้านในยุคดั้งเดิมเป็นอย่างมาก
เมื่อแป้งก้อนใหญ่ถูกหย่อนลงไปทอดในหม้อน้ำมันร้อน ส่วนผิวด้านนอกจะสุกและเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองอย่างรวดเร็วเนื่องจากสัมผัสกับความร้อนโดยตรง แต่เนื้อแป้งตรงใจกลางกลับยังดิบและแฉะอยู่เพราะความร้อนไม่สามารถเจาะลึกเข้าไปถึงตรงกลางก้อนแป้งได้ทัน การจะทอดให้ข้างในสุกทั่วถึง ผิวด้านนอกก็จะต้องไหม้เกรียมเสียก่อน ตัวปัญหาเรื่องเนื้อแป้งตรงกลางที่ไม่ยอมสุกนี้เองที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์เบเกอรี่

ในช่วงปี 1850 มีบันทึกเรื่องราวที่เชื่อกันว่าเป็นไอเดียของกะลาสีเรือชาวอเมริกันคนหนึ่ง เขาตัดสินใจเจาะรูตรงกลางก้อนแป้งก่อนนำไปทอด เพื่อให้ความร้อนจากน้ำมันรอบทิศทางสามารถกระจายตัวผ่านเนื้อแป้งตรงกลางได้ทั่วถึงทุกส่วน ผลลัพธ์ที่ได้คือขนมทรงกลมที่มีรูตรงกลางสุกกรอบกำลังดี ไม่มีเนื้อแป้งดิบหลงเหลืออยู่ข้างในอีกต่อไป และนั่นก็กลายเป็นจุดกำเนิดของรูปร่างอันเป็นเอกลักษณ์ที่เราเห็นกันจนชินตาในทุกวันนี้ การแก้ปัญหาทางกายภาพง่ายๆ นี้ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของขนมทอดไปตลอดกาล และทำให้กระบวนการทำอาหารมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ไม่ใช่แค่เรื่องรูปร่างเท่านั้น แต่โดนัทยังเคยมีบทบาทสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ช่วงเวลาที่ผู้คนต้องการกำลังใจมากที่สุด ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง กองทัพบกได้ส่งอาสาสมัครจากองค์กรการกุศลซัลเวชั่นอาร์มี หรือที่ทหารในสมัยนั้นเรียกขานพวกเธอด้วยความรักว่าดัชนัทดอลลีส์ อาสาสมัครกลุ่มนี้ต้องเดินทางเข้าไปใกล้สนามรบที่มีสภาพแวดล้อมยากลำบาก เพื่อทำขนมโดนัทร้อนๆ แจกจ่ายให้กับทหารที่กำลังเหน็ดเหนื่อยจากการสู้รบและความเครียด
การได้ทานแป้งทอดอุ่นๆ ในยามที่ร่างกายและจิตใจอ่อนล้าถือเป็นสิ่งล้ำค่ามาก กลิ่นหอมกรุ่นและรสชาติหวานมันของแป้งทอดช่วยเยียวยาจิตใจและเติมพลังให้เหล่าทหารมีแรงฮึดสู้ต่อไปท่ามกลางสถานการณ์อันตราย โดนัทจึงไม่ได้เป็นแค่แป้งทอดธรรมดาอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นสัญลักษณ์แทนความห่วงใยและการสร้างขวัญกำลังใจในยามวิกฤต ซึ่งช่วยเชื่อมโยงความรู้สึกของผู้คนที่อยู่แนวหลังเข้ากับทหารในแนวหน้าได้อย่างลึกซึ้ง

เมื่อสงครามสงบลง โดนัทก็ก้าวเข้าสู่ยุคของการผลิตแบบอุตสาหกรรมเต็มตัวเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปี 1920 นักประดิษฐ์ชาวอเมริกันชื่ออดอルフ เลวิต ได้สร้างเครื่องทำโดนัทเครื่องแรกขึ้นมาสำเร็จ และเริ่มวางขายในนิวยอร์ก เครื่องจักรนี้ช่วยให้การผลิตทำได้รวดเร็วและมีจำนวนมากพอที่จะรองรับความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นในเมืองใหญ่ หลังจากนั้นไม่นานแบรนด์โดนัทระดับตำนานหลายแห่งก็ทยอยเปิดตัว ไม่ว่าจะเป็นการเปิดร้านของคริสปี้ครีมในปี 1937 หรือการเปลี่ยนชื่อแบรนด์ดังกิ้นโดนัทส์ในปี 1950 การเติบโตเหล่านี้ทำให้โดนัทหลุดออกจากห้องครัวในบ้านและกลายเป็นสินค้าธุรกิจที่มีสาขาอยู่เกือบทุกมุมโลก
ความคลั่งไคล้ในขนมชนิดนี้สะท้อนออกมาเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ เพราะเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาประเทศเดียว มีการผลิตและบริโภคโดนัทสูงถึงปีละ 1 หมื่นล้านชิ้น ซึ่งเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรแล้วแปลว่าผู้คนทานขนมชนิดนี้กันอย่างสม่ำเสมอในชีวิตประจำวัน ตลาดโดนัททั่วโลกในปัจจุบันจึงมีมูลค่าสูงถึงหลักหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างดังกิ้นและคริสปี้ครีม รวมถึงแบรนด์อื่นๆ อย่างเจโคโดนัทแอนด์คอฟฟี่หรือมิสเตอร์โดนัท ต่างก็แข่งขันกันพัฒนาสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา

ในแง่ของความหลากหลาย โดนัทถูกแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักๆ ตามกรรมวิธีการทำ แบบแรกคือโดนัทเนื้อยีสต์ที่ผ่านการหมักแป้งจนขึ้นฟู ให้สัมผัสที่เบา นุ่ม และโปร่งเบาเมื่อกัดลงไป ส่วนแบบที่สองคือโดนัทเค้กหรือแบบดั้งเดิมที่ใช้แป้งผสมสารขึ้นฟูเนื้อแน่นกว่า ทำให้ได้สัมผัสที่หนักแน่นและอิ่มท้องมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีรูปแบบย่อยอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโดนัทแบบมีรูปร่างกลม โดนัทสอดไส้แยม ครีม หรือคัสตาร์ดเยิ้มๆ รวมถึงแป้งชิ้นเล็กที่ตัดมาจากรูกลางของโดนัทและนำไปทอดเป็นคำพอดีคำที่ทานได้เพลิดเพลิน
วัฒนธรรมการกินโดนัทในชาติตะวันตกมักจะถูกผูกเข้าคู่กับการดื่มกาแฟหรือนมร้อนๆ เสมอ ไม่ว่าจะเป็นมื้อเช้าที่เร่งรีบหรือของว่างยามบ่าย การผสมผสานรสชาติหวานมันของแป้งทอดเข้ากับความเข้มข้นขมอมเปรี้ยวของกาแฟกลายเป็นความลงตัวที่ยากจะหาอะไรมาแทนที่ ในยุคปัจจุบัน ตลาดโดนัทกำลังก้าวไปสู่เทรนด์ใหม่ๆ เช่น การทำโดนัทสูตรสุขภาพ ไร้กลูเตน หรือการอบแทนการทอด เพื่อให้ผู้บริโภคยุคใหม่สามารถเพลิดเพลินกับความอร่อยได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดจนเกินไป

จากจุดเริ่มต้นในหม้อน้ำมันร้อนๆ ของชาวดัตช์ มาสู่ไอเดียการเจาะรูกลางแผ่นแป้งของกะลาสีเรือ และการเดินทางไปแจกจ่ายให้ทหารในแนวหน้า โดนัทได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าของว่างชิ้นเล็กๆ ชิ้นนี้มีเรื่องราวที่ยาวนานและทรงพลังมากแค่ไหนค่ะ
