← กลับหน้าแรก

เจาะลึกวิวัฒนาการกีตาร์: จากรากศัพท์กรีกโบราณสู่กระทะทอดไฟฟ้า

อัปเดต 1/8/2569

3 ครั้ง

เจาะลึกวิวัฒนาการกีตาร์: จากรากศัพท์กรีกโบราณสู่กระทะทอดไฟฟ้า

เวลาที่เราได้ยินเสียงกีตาร์กังวานขึ้นมาในบทเพลงโปรด เคยสงสัยไหมคะว่าเครื่องดนตรีรูปทรงโค้งเว้าชิ้นนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากไหนกันแน่ ถ้าเราลองย้อนเวลากลับไปในอดีต รากศัพท์ของคำว่ากีตาร์นั้นไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ แต่มีที่มาจากคำในภาษากรีกโบราณว่า คิทาร่า ซึ่งเป็นชื่อเรียกเครื่องดนตรีที่มีสายขึงตึงประเภทหนึ่ง มนุษย์เรามีความผูกพันกับเครื่องดนตรีประเภทสายมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว ตั้งแຕ່ยุคอารยธรรมโบราณในแถบเมโสโปเตเมีย ก่อนที่วัฒนธรรมทางดนตรีเหล่านี้จะค่อยๆ เดินทางข้ามผ่านกาลเวลาและวัฒนธรรมต่างๆ จนมาถึงทวีปยุโรปในรูปแบบที่หลากหลายมาก เช่น เครื่องดนตรีโบราณของสเปนที่เรียกว่าวิฮูลา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในบรรพบุรุษสำคัญที่ช่วยปูทางให้เครื่องดนตรีชิ้นนี้ค่อยๆ พัฒนารูปร่างหน้าตาจนมีความใกล้เคียงกับที่เราเห็นกันในปัจจุบัน การเดินทางของเครื่องดนตรีชิ้นนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแค่ชั่วข้ามคืน แต่ต้องอาศัยการลองผิดลองถูกจากผู้คนในหลากหลายยุคสมัย เพื่อปรับปรุงโครงสร้างให้ตอบสนองต่อการสั่นสะเทือนและการขับเสียงออกมาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในแต่ละยุค

จุดเปลี่ยนสำคัญในยุคศตวรรษที่สิบเก้า

การเดินทางของเครื่องดนตรีชิ้นนี้ผ่านการลองผิดลองถูกจากช่างฝีมือรุ่นแล้วรุ่นเล่า จนกระทั่งมาถึงในช่วงศตวรรษที่สิบเก้า ซึ่งนับช่วงเวลาระหว่างปี ค.ศ. 1801 ถึง 1900 ซึ่งถือเป็นยุคทองของการยกระดับมาตรฐานกีตาร์ให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดยมีช่างทำเครื่องดนตรีชาวสเปนคนสำคัญชื่อว่า อันโตนิโอ เดอ ตอร์เรส ฆูราโด ซึ่งมีชีวิตอยู่ระหว่างปี ค.ศ. 1817 ถึง 1892 เป็นผู้ริเริ่มและพัฒนาสัดส่วนมาตรฐาน รวมถึงการออกแบบโครงสร้างไม้ค้ำยันด้านในตัวกีตาร์แบบพัด เพื่อช่วยให้แรงดึงจากสายกีตาร์กระจายตัวได้อย่างสมดุลและไม่ทำให้ตัวเครื่องโก่งงอ การจัดวางโครงไม้แบบพัดนี้ยังมีส่วนช่วยสำคัญในการทำให้แผ่นไม้หน้ากีตาร์ขยับตัวรับคลื่นเสียงได้ดีขึ้น ส่งผลให้เสียงสะท้อนออกมามีความกังวานและทรงพลังกว่ากีตาร์ในยุคก่อนหน้านั้นอย่างเห็นได้ชัด การกำหนดสัดส่วนมาตรฐานในยุคของเขาจึงเปรียบเสมือนการวางรากฐานพิมพ์เขียวที่ทำให้กีตาร์ทั่วโลกมีหน้าตาและขนาดที่ลงตัวในการโอบกอดและบรรเลง

ไม้ที่นำมาใช้ประกอบเป็นตัวกีตาร์และคอกีตาร์ในยุคของเขาก็ได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดีและผ่านกระบวนการเลือกเนื้อไม้ที่มีความหนาแน่นเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นไม้มาฮอกกานี ไม้เมเปิล ไม้สพรูซ ไม้โรสวูด หรือไม้ซีดาร์ ซึ่งเนื้อไม้แต่ละชนิดต่างก็มีคุณสมบัติในการอุ้มเสียงและถ่ายทอดโทนเสียงที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไป เช่น ไม้สพรูซที่มีความยืดหยุ่นสูงมักถูกนำมาทำเป็นหน้าไม้เพื่อให้ส่งเสียงได้พุ่งกังวาน ในขณะที่ไม้โรสวูดหรือไม้มฮอกกานีถูกใช้ทำส่วนข้างและด้านหลังเพื่อช่วยควบคุมความทุ้มลึกของย่านเสียงต่ำ ทำให้กีตาร์ในยุคนั้นเริ่มมีหน้าตาและน้ำเสียงที่เป็นสากลมากขึ้น จนกลายมาเป็นต้นแบบของกีตาร์คลาสสิกที่เราใช้เล่นและฝึกฝนกันมาจนถึงทุกวันนี้ การเลือกใช้วัสดุธรรมชาติเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของช่างฝีมือในอดีต ที่รู้จักดึงเอาคุณสมบัติทางกายภาพของเนื้อไม้แต่ละประเภทมาผสมผสานกันจนเกิดเป็นเครื่องดนตรีที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวผ่านเสียงดนตรีได้อย่างไพเราะ

กำเนิดกระทะทอดไฟฟ้าปฏิวัติวงการเพลง

เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ในช่วงศตวรรษที่ยี่สิบ ที่เสียงดนตรีต้องดังขึ้นเพื่อแข่งขันกับความอึกทึกในสถานที่แสดงขนาดใหญ่และการขยายตัวของวงดนตรีแจ๊สหรือวงดนตรีขนาดใหญ่ กีตาร์แบบเดิมที่ใช้เสียงสะท้อนจากโพรงไม้ธรรมชาติอย่างเดียวจึงเริ่มไม่ตอบโจทย์ความต้องการของศิลปินอีกต่อไป เนื่องจากเสียงของกีตาร์ไม้ธรรมดามักจะถูกกลบด้วยเครื่องดนตรีประเภทอื่นที่มีพลังเสียงดังกว่า จุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์จึงเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1932 เมื่อนักประดิษฐ์ชื่อว่า จอร์จ โบแชมป์ ตัดสินใจคิดค้นและออกแบบเครื่องดนตรีสายประเภทใหม่ขึ้นมา ซึ่งเป็นอุปกรณ์ชิ้นแรกที่นำเอาเทคโนโลยีแม่เหล็กไฟฟ้ามาช่วยในการเหนี่ยวนำสัญญาณจากการสั่นของสายโลหะ ให้แปลงกลายมาเป็นกระแสไฟฟ้าแล้วส่งออกไปขยายสัญญาณเสียงให้ออกมาดังผ่านลำโพงได้อย่างชัดเจนในเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกของโลก การประดิษฐ์นี้จึงเป็นการแก้ข้อจำกัดเรื่องความดังของเสียงกีตาร์ไม้แบบเดิมได้อย่างสิ้นเชิง และเปิดประตูต้อนรับยุคใหม่ที่เสียงดนตรีสามารถปรับระดับความดังได้ตามต้องการผ่านเครื่องขยายเสียง

เครื่องดนตรีต้นแบบชิ้นนี้มีรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดจนผู้คนพากันตั้งชื่อเล่นให้มันอย่างอารมณ์ดีว่า ฟรายอิงแพน หรือถ้าแปลเป็นไทยตรงตัวก็คือ กระทะทอด นั่นเองค่ะ ด้วยความที่ตัวเครื่องมีลักษณะกลมทำด้วยโลหะและมีก้านจับยื่นยาวออกมาคล้ายกับเครื่องครัวจริงๆ แต่เจ้านวัตกรรมรูปร่างแปลกตานี้แหละค่ะที่เป็นจุดเริ่มต้นของกีตาร์ไฟฟ้าที่เข้ามาพลิกโฉมหน้าวงการเพลงสากล และทำให้ดนตรีร็อกแอนด์โรลรวมถึงดนตรีสมัยใหม่ถือกำเนิดขึ้นตามมาในเวลาต่อมา การออกแบบตัวเครื่องที่เป็นโลหะชิ้นเดียวกับปิ๊กอัปหรือตัวรับสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้า ช่วยลดปัญหาการหอนของเสียงที่มักเกิดขึ้นในเครื่องดนตรีไม้เมื่อเปิดเสียงดังมากๆ ทำให้ศิลปินสามารถทดลองเล่นลูกเล่นใหม่ๆ และสร้างสรรค์แนวเพลงที่มีความหนักหน่วงเร้าใจได้มากกว่าเดิม การมาถึงของกระทะทอดไฟฟ้านี้จึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของอุปกรณ์ชิ้นใหม่ แต่เป็นเครื่องมือที่เปลี่ยนวัฒนธรรมการฟังเพลงของคนทั้งโลกไปตลอดกาล

ความแตกต่างของวัสดุและสายกีตาร์ในปัจจุบัน

เมื่อเวลาผ่านไป กีตาร์ได้ถูกแบ่งแยกออกเป็นประเภทต่างๆ อย่างชัดเจนเพื่อให้เหมาะกับแนวเพลงและการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มกีตาร์อะคูสติกที่พึ่งพาโพรงเสียงธรรมชาติ หรือกลุ่มกีตาร์ไฟฟ้าที่พึ่งพาระบบวงจรไฟฟ้า ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือประเภทของสายที่เลือกใช้ กีตาร์คลาสสิกจะเลือกใช้สายที่ทำจากไนลอน ซึ่งให้สัมผัสนุ่มมือและเสียงที่อบอุ่นนุ่มนวล โดยสืบทอดมาจากอดีตที่เคยใช้เส้นเอ็นจากสัตว์ก่อนที่จะเปลี่ยนผ่านมายุคสังเคราะห์ สายไนลอนนี้มีความตึงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับสายโลหะ ทำให้ผู้เล่นใหม่สามารถกดสายได้โดยไม่เจ็บนิ้วมากนัก และเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการบรรเลงเพลงแนวคลาสสิกหรือเพลงพื้นบ้านที่ต้องการความละมุนละไมในทุกตัวโน้ต

ในขณะเดียวกัน กีตาร์อะคูสติกแบบสายเหล็กและกีตาร์ไฟฟ้าจะเลือกใช้สายโลหะที่ให้เสียงคมใสและกังวานกว่า สายเหล็กเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้รับแรงดึงที่สูงมากเพื่อให้เกิดการสั่นสะเทือนที่คมชัดและมีความยาวของเสียงที่กอดเกี่ยวไปกับหูได้นานขึ้น เหมาะกับการเล่นเพลงแนวป๊อป ร็อก บลูส์ หรือคันทรีที่ต้องการพลังเสียงที่หนักหน่วงและการตบสายหรือดีดนิ้วที่หลากหลายรูปแบบ การเลือกใช้สายไนลอนหรือสายโลหะจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่กำหนดคาแรคเตอร์ของเสียงกีตาร์แต่ละตัวให้มีความเฉพาะตัว และช่วยให้มือกีตาร์สามารถเลือกเครื่องมือที่เข้ากับสไตล์การเล่นของตัวเองได้อย่างลงตัวที่สุด

จากรากฐานไม้ธรรมชาติโบราณในยุคกรีก สู่แผ่นไม้ปะหน้าโครงสร้างแบบสเปน และก้าวมาสู่ยุคกระทะทอดที่ขับเคลื่อนด้วยกระแสไฟฟ้า ทุกย่างก้าวในประวัติศาสตร์ของเครื่องดนตรีชิ้นนี้บอกให้เราเห็นได้ชัดเจนเลยนะคะว่า เสียงเพลงและเครื่องมือสร้างสรรค์เสียงดนตรีไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่พร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยและความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์เราอยู่เสมอค่ะ